คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าแผนการเล่นประจำของเป็ป กวาดิโอล่า ยอดกุนซือแห่งยุคชาวสเปน มักจะใช้กองหน้าตัวเป้าเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบกองหลัง 3 คน หรือกองหลัง 4 คน ก็จะใช้เป็นกองหน้าตัวเป้าคนเดียวเท่านั้น ส่วนตำแหน่งอื่นๆ จะเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก หรือตัวริมเส้นที่จะล้อมรอบกองหน้าของเขา เพื่อคอยเปิดป้อนบอลไปให้มากกว่า ซึ่งในชุดผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ตอนนี้มีกองหน้าที่สามารถเล่นเป็นตัวเป้าได้ 2 คนคือเซร์คิโอ อเกวโร่ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนติน่า และกาเบรี้ยล เฆซุส กองหน้าทีมชาติบราซิล ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วอดีตกุนซือของบาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิค สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันลงสนามเป็นตัวจริง แต่ผลงานที่ออกมาเป็นรูปธรรมปรากฏว่ากองหน้าตัวเก๋าเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 ในถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยม ที่ได้โอกาสลงสนาม 39 นัด แต่กลับซัดได้ถึง 30 ประตูในทุกรายการ แต่ในส่วนของเฆซุสนั้นได้โอกาสลงสนามถึง 42 นัด แต่กลับสามารถทำประตูได้เพียง 17 ประตูเท่านั้น

ด้วยอายุที่เข้าเลข 3 แล้วสำหรับเซร์คิโอ อเกวโร่ อาจจะทำให้เป็ป กวาดิโอล่า ถนอมใช้งานเขาในนัดที่จำเป็นเท่านั้น และเพื่อให้โอกาสกับดาวรุ่งอย่างเฆซุส รวมถึงดาวเตะชาวบราซิเลี่ยนจะได้ประสบการณ์กับเกมระดับสูงที่เขาไม่ค่อยมีด้วย เนื่องจากเขาพึ่งได้เล่นในเกมยุโรปมายังไม่ถึง 2 ฤดูกาลดีด้วยซ้ำ เนื่องจากเฆซุสย้ายมาอยู่กับทีม “เรือใบสีฟ้า” เมื่อเดือนมกราคมปี 2017 เท่านั้น ด้วยค่าตัว 27 ล้านปอนด์ ถึงแม้ว่าทีมจะประกาศคว้าตัวเขาได้ตั้งแต่กลางปี 2016 ก็ตาม

ทีมสโมสรทุกทีมต่างก็ต้องมีกองหน้าตัวจริงอยู่ในใจในแต่ละฤดูกาล แต่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในยุคของเป็ป กวาดิโอล่า อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนทุกทีมก็ได้ เมื่อระบบการทำทีมและรูปแบบการเล่นสามารถที่จะเปลี่ยนกองหน้าในแต่ละนัดได้อย่างสบาย และไม่มีผลกระทบต่อผลการแข่งขัน และฟอร์มโดยรวมของทีมด้วย ซึ่งนอกจากเซร์คิโอ อเกวโร่ และกาเบรี้ยล เฆซุสแล้ว พวกเขายังมีราฮีม สเตอร์ลิ่ง ตัวรุกทีมชาติอังกฤษ ที่เคยถูกจับมาเป็นกองหน้าตัวเป้ามาแล้ว ซึ่งถือเป็นกองหน้าที่ตัวเล็กทั้งหมด และถือว่าเป็นการแหกกฏเกณฑ์หรือความเชื่อทั้งหมดที่ว่าศูนย์หน้าตัวเป้าจะต้องมีความสูง ตัวใหญ่และแข็งแกร่ง ซึ่งกุนซือชาวสเปนได้ทำให้เห็นแล้วว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องเป็นรูปแบบนั้นเลย หากมีรูปแบบการเล่น และการเข้าทำที่ดี ก็สามารถมีกองหน้าตัวเล็กได้