ยาย่า ตูเร่ เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนักเตะจากการเป็นน้องของโคโล ตูเร่ อดีตกองหลังที่ตอนนั้นกำลังดังกับอาร์เซน่อล และเขาก็ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาจนมาดังได้ด้วยตัวเองสมัยที่อยู่กับบาร์เซโลน่า ในฐานะตัวสำรองของชาบี เอร์นานเดส และอันเดรส อิเนสต้า 2 สุดยอดกองกลางทีมชาติสเปน และสุดยอดกองกลางแห่งยุค ทำให้ดาวเตะทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ ตัดสินใจแสวงหาความท้าทายใหม่ด้วยการย้ายมายังถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยม ในช่วงกลางปี 2010 ด้วยค่าตัวถึง 24 ล้านปอนด์ ซึ่งตอนนั้นมีโรแบร์โต้ มานชินี่ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนเป็นผู้จัดการทีม และสามารถพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพได้สำเร็จตั้งแต่ฤดูกาลแรก ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์เมเจอร์แรกในรอบ 35 ปีเลยทีเดียว และหลังจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นตัวหลักของทีม “เรือใบสีฟ้า” มาโดยตลอด และได้สร้างความสำเร็จให้กับทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์มากมายหลังจากนั้น ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย และแชมป์ลีก คัพอีก 2 สมัยด้วยกัน และความสำเร็จระดับชาติกับทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ ที่สามารถคว้าแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพได้ในปี 2015 อีกด้วย

แต่หลังจากมีการเปลี่ยนกุนซือจากมานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือชาวชิลีมาเป็นเป็ป กวาดิโอล่า ยอดกุนซือชาวสเปน ความสำคัญของเขาก็ถูกลดทอนลงเรื่อยๆ จนฤดูกาลล่าสุดที่ถึงแม้แมนเชสเตอร์ ซิตี้จะสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แต่เขากลับไม่ได้เป็นตัวหลักของทีม โดยได้ลงสนามไปเพียง 10 นัดเท่านั้นในเกมลีก และส่วนใหญ่จะลงสนามในฐานะตัวสำรองด้วย ทำให้เขาเริ่มไม่มีความสุขกับการค้าแข้งในลีกผู้ดีนี้แล้ว และได้ประกาศออกจากถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยมหลังจากจบศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้กองกลางวัย 35 ปีกำลังมองหาทีมใหม่อยู่ ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นการเซ็นต์สัญญาครั้งสุดท้ายในฐานะนักเตะอาชีพของยาย่า ตูเร่แล้วก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่ามีทีมในเอเชีย รวมถึงทีมเศรษฐีจากตะวันออกกลางสนใจจะคว้าตัวไปร่วมทีมแน่นอน หรือแม้แต่ในศึกเมเจอร์ ลีกที่อเมริกาก็ตาม แต่เหมือนเจ้าตัวจะยังรอทีมในยุโรปอยู่ เพราะเขายังต้องการค้าแข้งในฟุตบอลระดับสูงที่เขาเชื่อมั่นว่าเขายังคงทำผลงานได้ดีอยู่ในช่วงอายุเท่านี้ ซึ่ง 8 ฤดูกาลที่ผ่านมาในถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาได้ลงสนามทั้งหมด 316 นัด และทำได้ทั้งหมด 79 ประตู และได้นักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรในฤดูกาล 2013-2014 รวมถึงยังได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกา 4 สมัยซ้อนด้วยในปี 2011-2014