ริยาด มาห์เรซ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติแอลจีเรีย ตกเป็นเป้าหมายของเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือชาวสเปน ที่ต้องการจะคว้าตัวมาร่วมทีมอย่างยาวนาน ซึ่งตั้งแต่ก่อนเริ่มฤดูกาลที่แล้วเลยด้วยซ้ำ แต่ว่าทางเลสเตอร์ ซิตี้ ต้นสังกัดที่มีทีมบริหารเป็นคนใครอย่างที่ทราบกัน ก็สามารถรั้งดาวเตะวัย 27 ปีให้อยู่กับทีมได้มาจนจบฤดูกาลที่แล้ว ทั้งๆ ที่ในช่วงเดือนมกราคมทีม “เรือใบสีฟ้า” ได้รุกคืบอย่างหนักในการเจรจาคว้าตัวมาห์เรซมาร่วมทีมในถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยมให้ได้ แต่ก็ไม่ทันในตลาดหน้าหนาวช่วงต้นปี แต่การเจรจาก็มาประสบความสำเร็จลุล่วงในช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ต้องควักเงินก้อนโตให้กับทีม “จิ้งจอกสยาม” ถึง 60 ล้านปอนด์เลยทีเดียวในการซื้อดาวเตะหมายเลข 26 มาร่วมทีม ซึ่งกลายเป็นนักเตะที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายสถิตินักเตะแพงที่สุดของสโมสร 2 ตลาดติดต่อกัน เนื่องจากในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทีมก็พึ่งจะทำสถิติสโมสรในการคว้าตัวไอยเมริค ลาปอร์ก ปราการหลังชาวฝรั่งเศสมาจากแอตเลติก บิลเบาด้วยค่าตัวถึง 57 ล้านปอนด์

ในตอนแรกที่ริยาด มาห์เรซ ยังไม่ได้ย้ายมาร่วมทีม ก็เกิดคำถามกับแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกพอสมควรว่าทำไมเป็ป กวาดิโอล่าถึงต้องการได้ตัวดาวเตะแอลจีเรียรายนี้มาร่วมทีมนัก ทั้งๆ ที่ทีมแชมป์เก่าของพรีเมียร์ลีกก็มีนักเตะในตำแหน่งตัวรุกมากมายอยู่แล้ว รวมถึงดาวรุ่งที่กำลังก้าวขึ้นมาอย่างฟิล โฟเด้นอีกด้วย ซึ่งการซื้อนักเตะดาวดังเข้ามา ย่อมจะทำให้โอกาสเติบโตของบรรดาดาวรุ่งน้อยลงไปด้วย แต่พอมาจนถึงตอนนี้ก็พอจะเห็นแล้วว่าทำไมยอดกุนซือชาวสเปนถึงต้องการตัวริยาด มาห์เรซมาร่วมทีมนัก ซึ่งถึงแม้ว่าตอนแรกที่ลงสนามในช่วงต้นฤดูกาลจะเล่นไม่เข้าระบบของทีม โดยมีจังหวะที่ลากเลื้อยเดี่ยวไปบ้าง รวมถึงการเลี้ยงไปสุดเส้นหลังบ้าง ซึ่งไม่ใช่สไตล์ที่เป็ป กวาดิโอล่าต้องการแต่อย่างใด แต่ในระยะหลังมานี้การเล่นของดาวเตะวัย 27 ปีเริ่มกลมกลืนเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีบทบาทในการทำประตูกับทีมมากขึ้น โดยเขามีทีเด็ดในเรื่องของลูกตั้งเตะด้วย ซึ่งเพิ่มิติให้กับแนวรุกของทีมมากขึ้นไปอีก และทำให้เกมรุกของแมนเชสเตอร์ ในฤดูกาลนี้ยังคงไหลลื่นอยู่ ทั้งๆ ที่ขาดเพลย์เมคเกอร์อย่างเควิน เดอ บรอยน์ กองกลางทีมชาติเบลเยี่ยมที่เจ็บยาวมาตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลก็ตาม แต่แทบไม่ส่งผลกระทบต่อทีมเลยด้วยซ้ำในช่วงที่ผ่านมา